นายกฯ หารือเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์ก สนับสนุนไทยบรรลุ FTA ไทย–EU และการเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันพุธที่ 5 สิงหาคม 2569 เวลา 14.00 น. ที่ผ่านมา ณ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายแพทริก เฮมเมอร์ (H.E. Mr. Patrick Hemmer) เอกอัครราชทูตราชรัฐลักเซมเบิร์กประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่ออำลาในโอกาสครบวาระการปฏิบัติหน้าที่ และหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างไทยกับลักเซมเบิร์กในด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การพัฒนา และความร่วมมือระหว่างประเทศ
ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวชื่นชมเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมความสัมพันธ์ไทย–ลักเซมเบิร์กตลอดวาระการดำรงตำแหน่ง โดยลักเซมเบิร์กเป็นประเทศที่มีความเชี่ยวชาญและได้รับการยอมรับในฐานะศูนย์กลางทางการเงินและการลงทุนของโลก ซึ่งมีศักยภาพจะพัฒนาเป็นหุ้นส่วนสำคัญของไทยในด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) และการเงินสีเขียว (Green Finance) รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูง โดยเฉพาะเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) นอกจากนี้ ลักเซมเบิร์กยังสามารถเป็นช่องทางส่งเสริมให้นักลงทุนจากยุโรปและสหรัฐอเมริกาเข้ามาลงทุนในไทยผ่านตลาดทุนลักเซมเบิร์ก ตลอดจนสนับสนุนให้นักธุรกิจไทยขยายการลงทุนสู่ยุโรปได้อีกทางหนึ่งด้วย
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเร่งสรุปการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป (Thai–EU FTA) ภายในปี 2569 และการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยภายในปี 2571 ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานเศรษฐกิจและธรรมาภิบาลของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
ด้านเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กกล่าวชื่นชมความสัมพันธ์ระหว่างลักเซมเบิร์กกับไทยที่มีความใกล้ชิดกันตั้งแต่ระดับราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน โดยเอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กได้เข้ามาดำรงตำแหน่งภายหลังช่วงโควิด-19 และรู้สึกประทับใจในแนวทางการรับมือและการบริหารจัดการสถานการณ์โควิด-19 ของไทย พร้อมกล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความกระตือรือร้น (active and stable) ซึ่งยิ่งส่งเสริมให้ไทยมีบทบาทโดดเด่นในภูมิภาคอาเซียน
เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กยังย้ำว่า ทั้งไทยและลักเซมเบิร์กต่างเชื่อมั่นในระบบการค้าพหุภาคีและการค้าเสรี โดยลักเซมเบิร์กพร้อมสนับสนุนการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย–สหภาพยุโรป รวมถึงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย เนื่องจากเห็นว่าการอยู่ภายใต้กฎระเบียบและหลักปฏิบัติเดียวกันจะช่วยสร้างมาตรฐานและส่งเสริมการค้าการลงทุนระหว่างกัน นอกจากนี้ ด้วยความเชี่ยวชาญด้านการเงินของลักเซมเบิร์ก ตลาดทุนจึงถือเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่มีศักยภาพสำหรับความร่วมมือในอนาคต
ในช่วงท้าย เอกอัครราชทูตลักเซมเบิร์กได้แจ้งกับนายกรัฐมนตรี ว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังลักเซมเบิร์กจะเข้าร่วมการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นในช่วงปลายปีนี้ โดยในโอกาสดังกล่าว กระทรวงการคลังของทั้งสองประเทศจะร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือด้านบริการทางการเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และยกระดับความร่วมมือด้านการเงินระหว่างสองประเทศ พร้อมทั้งได้กล่าวเชิญนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือนลักเซมเบิร์กในโอกาสอันเหมาะสมต่อไป
